
Oceania Riviera
Overview
Oceania Riviera ซึ่งเป็นเรือธงในตระกูล O-Class (Oceania Class) เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้ โดยมีจุดขายหลักที่แข็งแกร่งที่สุดคือ “The Finest Cuisine at Sea®” หรือการเป็นเรือที่เสิร์ฟอาหารที่ดีที่สุดในน่านน้ำ และการออกแบบที่เน้นจุดหมายปลายทาง (Destination-Focused) 1
จุดเด่นที่สำคัญ (Key Highlights)
1.1 ความเป็นเลิศทางอาหารที่ไม่มีใครเทียบ (Unrivaled Culinary Excellence)
Oceania Riviera ไม่ได้เพียงแค่ “มี” ร้านอาหาร แต่เรือลำนี้ถูก “สร้างขึ้นรอบห้องครัว” (Built around the galley) สัดส่วนพื้นที่ครัวและพื้นที่จัดเก็บวัตถุดิบสดเมื่อเทียบกับขนาดเรือนั้นสูงที่สุดในอุตสาหกรรม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปรุงอาหารแบบ “À la minute” (ปรุงสดใหม่จานต่อจาน) แทนการปรุงทิ้งไว้ล่วงหน้า โดยมี Jacques Pépin เชฟระดับตำนานชาวฝรั่งเศส ดำรงตำแหน่ง Executive Culinary Director ซึ่งส่งผลให้ร้านอาหารพิเศษ (Specialty Restaurants) ทุกแห่งบนเรือให้บริการฟรีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม (No Surcharge) ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในเรือระดับ Premium 3
1.2 การออกแบบสไตล์ที่พักอาศัย (Residential Luxury & The Re-inspiration)
ภายใต้โครงการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “OceaniaNEXT” และการ Re-inspiration ในช่วงปี 2022-2023 เรือ Riviera ได้รับการพลิกโฉมใหม่แบบ “Stem-to-Stern” (จากหัวเรือจรดท้ายเรือ) การออกแบบภายในไม่ได้เน้นความหรูหราแบบฉูดฉาดของโรงแรมคาสิโน แต่เน้นความอบอุ่น ผ่อนคลาย และสง่างามเหมือน “บ้านพักตากอากาศส่วนตัว” (Private Residence) การใช้เฟอร์นิเจอร์จาก Ralph Lauren Home ในห้อง Owner’s Suite และโคมไฟระย้าคริสตัล Lalique บริเวณ Grand Staircase คือเครื่องยืนยันถึงความใส่ใจในรายละเอียดที่ไม่ประนีประนอม 6
1.3 อัตราส่วนพื้นที่และบริการ (Generous Ratios)
ด้วยขนาดเรือกว่า 66,000 ตัน แต่รองรับผู้โดยสารเพียง 1,250 ท่าน ทำให้ Riviera มีอัตราส่วนพื้นที่ต่อผู้โดยสาร (Space Ratio) ที่สูงมาก แขกจึงไม่รู้สึกแออัดแม้เรือจะเต็ม นอกจากนี้ ด้วยจำนวนพนักงาน 800 คน ทำให้อัตราส่วนพนักงานต่อแขก (Staff-to-Guest Ratio) อยู่ที่ 1:1.56 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเรือ Premium อย่างมาก (ปกติจะอยู่ที่ 1:2.5) ทำให้พนักงานสามารถจดจำชื่อและความชอบของแขกได้อย่างแม่นยำ 9
1.4 นวัตกรรมห้องพักที่กว้างขวาง (Stateroom Innovation)
ห้องพักระดับมาตรฐาน (Standard Veranda) ของ Riviera มีขนาด 291 ตารางฟุต ซึ่งได้รับการบันทึกว่าเป็นห้องพักมาตรฐานที่มีระเบียงขนาดใหญ่ที่สุดในทะเล (Largest Standard Veranda at Sea) ในขณะที่เปิดตัว พื้นที่นี้รวมถึงห้องน้ำที่ปูด้วยหินอ่อนและแกรนิตขนาดใหญ่ ซึ่งมักจะพบได้เฉพาะในห้องสวีทของเรืออื่น 8
1.5 เส้นทางที่เน้นจุดหมายปลายทาง (Destination-Intensive Itineraries)
เรือขนาดกลาง (Mid-size ship) อย่าง Riviera สามารถเข้าจอดในท่าเรือขนาดเล็กที่เรือยักษ์ใหญ่เข้าไม่ถึง (เช่น ท่าเรือในเมืองเก่าของยุโรป หรือเกาะเล็กๆ ในแคริบเบียน) ทำให้แขกได้สัมผัสประสบการณ์ท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง ประกอบกับการจอดค้างคืน (Overnight stays) ในหลายเมืองสำคัญ ทำให้การท่องเที่ยวทางบกมีความยืดหยุ่นสูง 7
ข้อมูลตัวเรือ (Specification)
- ปีที่สร้าง (Year Built): 2012 (Re-inspired 2022-2024)
- ขนาดตันกรอส (Gross Tonnage): 66,084 ตัน
- ความยาว (Length): 784.9 ฟุต (239.24 เมตร)
- ความกว้าง (Beam): 105.64 ฟุต (32.2 เมตร)
- ความเร็วเดินทาง (Cruising Speed): 20 นอต
- จำนวนชั้น (Guest Decks): 11 ชั้น (จากทั้งหมด 15-16 ชั้น)
- ความจุผู้โดยสาร (Guest Capacity): 1,250 ท่าน (Double Occupancy)
- จำนวนพนักงาน (Staff Size): 800 ท่าน
- อัตราส่วนแขกต่อพนักงาน: 1.56 : 1
Accommodation
Oceania Riviera มีห้องพักรวม 629 ห้อง ซึ่งกว่า 90% เป็นห้องที่มีระเบียงส่วนตัว ทุกห้องได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Home at Sea” โดยเน้นความเงียบสงบ (Tranquility) และความสะดวกสบาย
สิ่งอำนวยความสะดวกมาตรฐานในทุกห้องพัก (Standard Amenities)
ไม่ว่าผู้โดยสารจะพักในห้องระดับใด จะได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานระดับพรีเมียมดังนี้ 7:
- เตียง Tranquility Bed: นวัตกรรมเตียงนอนเอกสิทธิ์เฉพาะของ Oceania ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมผ้าปูที่นอนความละเอียด 1,000 เส้นด้าย
- Mini-bar: ฟรีน้ำอัดลมและน้ำดื่มบรรจุขวด (Vero Water – ระบบน้ำดื่มรักษ์โลก) เติมทุกวัน
- Room Service: บริการรูมเซอร์วิสตลอด 24 ชั่วโมง ฟรี
- Internet: ฟรี Starlink WiFi (ตามเงื่อนไขแพ็กเกจ)
- ระบบไฟฟ้า: ปลั๊กไฟ 110/220 โวลต์ และพอร์ต USB ที่หัวเตียงและโต๊ะทำงาน
- บริการ: ทำความสะอาดวันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น – Turndown service) พร้อมช็อกโกแลตก่อนนอน
Inside Staterooms (ห้องไม่มีหน้าต่าง)
Category Codes: F, G
ตำแหน่ง: ดาดฟ้า (Deck) 8, 9, 10
ขนาด: ประมาณ 16 ตารางเมตร (174 ตารางฟุต)
แม้จะเป็นห้องประเภทเริ่มต้น (Entry Level) แต่ Inside Stateroom ของ Riviera ไม่ได้ให้ความรู้สึกคับแคบเหมือนเรือทั่วไป การออกแบบใช้กระจกเงาบานใหญ่และการจัดแสง (Lighting Design) ที่ชาญฉลาดช่วยหลอกตาให้ห้องดูกว้างขวาง
- เหมาะสำหรับ: นักเดินทางที่เน้นการทำกิจกรรมนอกห้อง หรือใช้ห้องเพียงเพื่อการนอนหลับ แต่อยากสัมผัสบริการและอาหารระดับ Oceania
- ห้องน้ำ: ปูด้วยหินอ่อนและแกรนิต มีพื้นที่เก็บของกว้างขวาง และฝักบัว (Shower Stall) ที่แรงดันน้ำดีเยี่ยม
- สิ่งอำนวยความสะดวก: ครบครันตามมาตรฐาน รวมถึงเสื้อคลุมอาบน้ำผ้าฝ้ายเนื้อหนาและรองเท้าแตะ
Oceanview Staterooms
Category Code: C
ตำแหน่ง: ดาดฟ้า (Deck) 7 (กลางลำเรือ – Midship)
ขนาด: ประมาณ 22.5 ตารางเมตร (242 ตารางฟุต)
ความโดดเด่นของห้องประเภทนี้คือ หน้าต่างกระจกบานใหญ่สูงจากพื้นจรดเพดาน (Floor-to-ceiling panoramic windows) แม้จะเปิดออกไม่ได้ แต่ให้แสงธรรมชาติเต็มที่และวิวทะเลแบบพาโนรามา การตั้งอยู่กลางลำเรือทำให้มีความนิ่งเสถียรสูง เหมาะสำหรับผู้ที่เมาเรือง่าย
- พื้นที่: กว้างกว่าห้อง Inside อย่างเห็นได้ชัด มีพื้นที่นั่งเล่น (Seating Area) พร้อมโซฟาและโต๊ะกาแฟสำหรับรับประทานอาหารเช้าในห้อง
- ห้องน้ำ: มีความพิเศษกว่าห้องระดับเดียวกันบนเรืออื่น คือมี อ่างอาบน้ำและฝักบัวแยกส่วน (Separate Bathtub and Shower) ซึ่งเป็นการออกแบบที่เน้นความหรูหรา (หมายเหตุ: ในการปรับปรุงบางห้องอาจมีการปรับเปลี่ยนฟังก์ชัน ควรตรวจสอบผังเรือล่าสุด)
- ความคุ้มค่า: เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการแสงธรรมชาติและวิวทะเลในราคาที่ย่อมเยากว่าห้องระเบียง
Veranda Stateroom (ห้องพักมีระเบียง)
นี่คือประเภทห้องพักที่มีจำนวนมากที่สุดบนเรือ และเป็นมาตรฐานที่สร้างชื่อเสียงให้กับ Oceania Riviera ด้วยขนาดที่กว้างขวางถึง 282 ตารางฟุต (รวมระเบียง) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่ม Veranda ปกติ และกลุ่ม Concierge Level
3.3.1 Veranda Stateroom (Standard)
Category Codes: B1, B2, B3, B4
ตำแหน่ง: ดาดฟ้า 7, 8 (B1-B2 อยู่กลางลำเรือ, B3-B4 อยู่หัว/ท้ายเรือ)
ขนาด: ประมาณ 27 ตารางเมตร (282-291 ตารางฟุต) รวมระเบียง
- ระเบียงส่วนตัว: ปูด้วยไม้สัก (Teak Veranda) ให้ความรู้สึกอบอุ่นและหรูหรา พร้อมเก้าอี้พักผ่อน 2 ตัวและโต๊ะ สำหรับจิบกาแฟยามเช้า
- ภายในห้อง: ตกแต่งใหม่ด้วยโทนสีที่สว่างขึ้น (Greys, Blues, Earth tones) มีพื้นที่นั่งเล่นกว้างขวาง โต๊ะเครื่องแป้ง และตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่
- ห้องน้ำ: ปูหินอ่อน มีอ่างอาบน้ำขนาดเต็ม (Full-size bathtub) และฝักบัวแยก (Separate shower) พร้อมผลิตภัณฑ์อาบน้ำ Bulgari
3.3.2 Concierge Level Veranda Stateroom (ห้องพักระเบียงพร้อมสิทธิพิเศษ)
Category Codes: A1, A2, A3, A4
ตำแหน่ง: ดาดฟ้า 9, 10, 11, 12 (ตำแหน่งที่สูงกว่าและวิวดีกว่า)
ขนาด: เท่ากับ Veranda Stateroom (282-291 ตารางฟุต)
ห้องประเภทนี้คือ “จุดคุ้มทุน” (Sweet Spot) สำหรับนักเดินทางที่ต้องการความสะดวกสบายเหนือระดับ เพราะนอกจากห้องพักที่สวยงามแล้ว ยังมาพร้อมกับ สิทธิพิเศษ (Privileges) ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ได้อย่างมาก:
สิทธิพิเศษ Concierge Level:
- Room Service พิเศษ: สามารถสั่งอาหารมื้อกลางวันและมื้อเย็นจากเมนูของห้องอาหารหลัก (The Grand Dining Room) มาทานในห้องได้ (ห้องปกติสั่งได้เฉพาะเมนู Room Service มาตรฐาน)
- บริการซักรีดฟรี (Free Laundry): สูงสุด 3 ถุงต่อห้องต่อทริป (เป็นประโยชน์มากสำหรับการล่องเรือยาว)
- สิทธิ์เข้าใช้ Concierge Lounge: (ดาดฟ้า 9) เลานจ์ส่วนตัวที่มีเครื่องดื่ม กาแฟ ขนม และของว่างให้บริการตลอดวัน พร้อมเจ้าหน้าที่ Concierge คอยอำนวยความสะดวกในการจองทัวร์หรือร้านอาหาร
- สิทธิ์เข้าใช้ Aquamar Spa Terrace ไม่จำกัด: พื้นที่พักผ่อนส่วนตัวบริเวณสปาพร้อมสระ Thalassotherapy (ปกติมีค่าใช้จ่ายรายวัน)
- Priority Reservations: สิทธิ์ในการจองร้านอาหารพิเศษออนไลน์ได้ก่อนห้องปกติ
Welcome Amenities: แชมเปญต้อนรับ 1 ขวด, บริการรีดผ้าฟรี 1 ชิ้นต่อท่านในวันแรก, กระเป๋า Oceania Logo Tote Bag และผ้าห่มแคชเมียร์สำหรับใช้ที่ระเบียง
Suites
ห้องสวีทบน Riviera มาพร้อมกับบริการ Butler Service ตลอด 24 ชั่วโมง และสิทธิ์เข้าใช้ Executive Lounge
3.4.1 Penthouse Suite (PH)
Category Codes: PH1, PH2, PH3
ตำแหน่ง: ดาดฟ้า 7, 10, 11
ขนาด: ประมาณ 39-41 ตารางเมตร (420-440 ตารางฟุต)
ห้อง Penthouse ถูกออกแบบมาให้มีความกว้างขวางในแนวกว้าง (Width) มากขึ้น ทำให้รู้สึกไม่อึดอัด
- Walk-in Closet: ตู้เสื้อผ้าแบบเดินเข้าได้ขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับเก็บเสื้อผ้าจำนวนมาก
- พื้นที่ทานอาหาร: มีโต๊ะทานอาหารขนาดเล็กในห้อง สามารถสั่งอาหารแบบ Course-by-Course มาทานได้
- ห้องน้ำใหม่: ในการ Re-inspiration ห้องน้ำได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ทันสมัย พื้นที่กว้างขวาง พร้อมอ่างอาบน้ำและฝักบัวแยก
- สิทธิพิเศษ: Butler Service, สิทธิ์เข้า Executive Lounge, Priority Embarkation
3.4.2 Oceania Suite (OC) – ห้องชุดดีไซเนอร์
Category Codes: OCตำแหน่ง: ดาดฟ้า 11, 12 (ท้ายเรือ – Aft)
ขนาด: มากกว่า 92 ตารางเมตร (1,000 ตารางฟุต)
ออกแบบโดย Dakota Jackson ดีไซเนอร์ชื่อดัง ห้องนี้เปรียบเสมือนอพาร์ตเมนต์หรูในนิวยอร์ก
- Media Room: ห้องดูหนังแยกส่วนพร้อมระบบเสียงเซอร์ราวด์และทีวีจอใหญ่ (สามารถปรับเป็นห้องนอนเสริมได้)
- ระเบียง: ขนาดใหญ่มากพร้อมอ่างจากุซซี่ (Whirlpool) ส่วนตัวที่มองเห็นวิวท้ายเรือ
- พื้นที่: แยกห้องนั่งเล่น ห้องทานอาหาร และห้องนอนอย่างชัดเจน มีห้องน้ำแขก (Guest Powder Room) และห้องน้ำหลักขนาดใหญ่
- สิทธิพิเศษ: 11:00 am priority embarkation, บาร์ส่วนตัวพร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ full-size 6 ขวด
3.4.3 Vista Suite (VS) – วิวเดียวกับกัปตัน
Category Codes: VS
ตำแหน่ง: ดาดฟ้า 8, 9, 10, 12 (หัวเรือ – Forward)
ขนาด: 111-139 ตารางเมตร (1,200-1,500 ตารางฟุต)
- ไฮไลท์: ห้องออกกำลังกายส่วนตัว (Private Fitness Room) ภายในห้องสวีท พร้อมอุปกรณ์ครบครัน
- ระเบียง: ระเบียงไม้สักขนาดใหญ่ที่โอบล้อมรอบหัวเรือ ให้วิวพาโนรามาที่งดงามที่สุด โดยเฉพาะเวลาเรือเข้าเทียบท่า
- การตกแต่ง: หรูหราด้วยสไตล์ Dakota Jackson
3.4.4 Owner’s Suite (OS) – ที่สุดแห่งความหรูหรา
Category Codes: OS
ตำแหน่ง: ดาดฟ้า 8, 9, 10 (ท้ายเรือ – ตลอดความกว้างเรือ Beam-wide)
ขนาด: ประมาณ 185 ตารางเมตร (2,000 ตารางฟุต)
นี่คือห้องที่หรูหราที่สุดบนเรือ ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จาก Ralph Lauren Home Collection ทั้งหมด ให้บรรยากาศคลาสสิกและภูมิฐาน
- Foyer: ห้องโถงทางเข้าปูด้วยหินอ่อน มีเปียโนตั้งอยู่กลางห้องนั่งเล่น
- ห้องนอน: เตียง King-size หันหน้าออกสู่ทะเล พร้อมเก้าอี้พักผ่อน Cote d’Azur
- ห้องน้ำ: โอ่อ่าด้วยหินอ่อนขนาดใหญ่ อ่างอาบน้ำกลางห้องที่มองเห็นวิวทะเล
- ระเบียง: ระเบียงกว้างตลอดความกว้างเรือ (Beam-wide veranda) พร้อมอ่างจากุซซี่
- สิทธิพิเศษ: บัตเลอร์ส่วนตัวคอยดูแลทุกรายละเอียด ตั้งแต่จัดกระเป๋าไปจนถึงจัดงานเลี้ยงค็อกเทลส่วนตัวในห้อง
Dining Experience
หัวใจของ Oceania Riviera คืออาหาร ภายใต้การดูแลของ Jacques Pépin (Executive Culinary Director) เรือลำนี้ทลายข้อจำกัดของอาหารบนเรือสำราญด้วยนโยบาย “อาหารปรุงสดใหม่” (À la minute) วัตถุดิบคุณภาพสูง และ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (Complimentary) สำหรับร้านอาหารพิเศษส่วนใหญ่
4.1 ห้องอาหารหลัก (The Grand Dining Room) – ดาดฟ้า 6
ห้องอาหารที่งดงามราวกับพระราชวังยุโรป เพดานสูงประดับโคมไฟระย้า พื้นที่กว้างขวาง
- แนวคิด: ให้บริการอาหารยุโรปคลาสสิก (Continental Cuisine) และเมนูสุขภาพ Aquamar Vitality Cuisine
- การบริการ: เป็นแบบ Open Seating (ไม่ล็อคโต๊ะ ไม่ล็อคเวลา) แขกสามารถมาทานเมื่อไหร่ก็ได้ที่เปิด
- ไฮไลท์: เมนูเปลี่ยนทุกวัน มีเมนู Signature ของ Jacques Pépin ให้เลือกเสมอ เช่น ไก่ย่างสมุนไพร หรือซุปหัวหอมฝรั่งเศส เสิร์ฟบนจาน Versace
4.2 ร้านอาหารพิเศษ (Specialty Restaurants – ฟรี แต่ต้องจอง)
- Red Ginger (ดาดฟ้า 5): ร้านอาหารเอเชียฟิวชั่นที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในทะเล การตกแต่งใช้โทนสีแดงดำ ไม้ Ebony และน้ำตกจำลอง
- เมนูห้ามพลาด: Miso Glazed Sea Bass (ปลากะพงย่างมิโซะที่เนื้อนุ่มละลายในปาก), Spicy Duck and Watermelon Salad (สลัดเป็ดกรอบกับแตงโมหวานฉ่ำ), Malaysian Beef Penaeng (แกงพะแนงเนื้อแบบมาเลเซีย)
- บรรยากาศ: ทันสมัย ลึกลับ และน่าค้นหา 4
- Jacques (ดาดฟ้า 5): ร้านอาหารฝรั่งเศสที่เป็นลายเซ็นของ Jacques Pépin ตกแต่งเหมือนบิสโทรในปารีส พร้อมโชว์ของสะสมและงานศิลปะส่วนตัวของเชฟ
- เมนูห้ามพลาด: หอยเชลล์ย่าง (Sea Scallops) เสิร์ฟกับซอสครีมเห็ด, ไก่ย่าง Rotisserie ที่หมุนย่างให้เห็นสดๆ, ชีสนำเข้าจากฝรั่งเศสหลากชนิด
- บรรยากาศ: อบอุ่น โรแมนติก และคลาสสิก 4
- Toscana (ดาดฟ้า 14): อาหารอิตาเลียนแท้ๆ ที่ใช้สูตรลับจากครอบครัวของพนักงานชาวอิตาเลียนบนเรือ
- เมนูห้ามพลาด: Osso Buco (ขาเป็นตุ๋นไวน์แดง), Lobster Risotto, พาสต้าทำสดใหม่ทุกวัน
- ไฮไลท์: น้ำมันมะกอก (Olive Oil) และ Balsamic Vinegar ที่มีให้เลือกหลากหลายชนิดโดย Sommelier น้ำมันมะกอก
- Polo Grill (ดาดฟ้า 14): สเต็กเฮาส์สไตล์อเมริกันคลาสสิก ตกแต่งด้วยไม้สีเข้มและเก้าอี้หนัง
- เมนูห้ามพลาด: USDA Prime Beef ที่ผ่านการ Dry-aged อย่างน้อย 28 วัน, Whole Maine Lobster (กุ้งมังกรทั้งตัว), ซุปหอยลาย (Clam Chowder)
- บรรยากาศ: หรูหรา สง่างาม เหมาะสำหรับมื้อค่ำที่หนักแน่น
4.3 ห้องอาหาร Casual และอื่นๆ
- Terrace Café (ดาดฟ้า 12): บุฟเฟต์ที่คุณภาพอาหารสูงเทียบเท่าร้านอาหารตามสั่ง มื้อเย็นมีซูชิ ซาซิมิ สเต็ก และกุ้งมังกรย่างสดๆ สามารถเลือกนั่งทานที่ระเบียงท้ายเรือรับลมทะเลได้
- Waves Grill (ดาดฟ้า 12): ร้านอาหารริมสระ เสิร์ฟเบอร์เกอร์เนื้อวากิว แซนด์วิช Reuben และไฮไลท์คือไอศกรีม Humphry Slocombe ช่วงค่ำจะเปลี่ยนเป็นร้านพิซซ่าอิตาเลียน (Pizzeria) ที่อบใหม่ๆ
- Baristas: บาร์กาแฟที่ใช้เมล็ดกาแฟ illy® ชงโดยบาริสต้ามืออาชีพ ฟรีสำหรับแขกทุกคน พร้อมขนมอบ Biscotti และเบเกอรี่ทำสดใหม่
4.4 ประสบการณ์พิเศษ (Privée & Wine Pairing)
- Privée (ดาดฟ้า 14): ห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแขกไม่เกิน 10 ท่าน ตกแต่งด้วยโต๊ะสีขาวขนาดใหญ่และวิวทะเลพาโนรามา เหมาะสำหรับการฉลองโอกาสสำคัญ มีค่าธรรมเนียมการเช่าห้องและค่าอาหารเพิ่มเติม (Surcharge applies) เมนูสามารถปรับแต่งได้ระดับกูร์เมต์
- สถานะของ La Reserve / Aquamar Kitchen: ข้อมูลล่าสุดระบุว่าบนเรือ Oceania Marina (เรือพี่น้อง) พื้นที่ La Reserve ได้ถูกเปลี่ยนเป็น Aquamar Kitchen (ร้านอาหารสุขภาพ) แล้ว แต่สำหรับเรือ Riviera พื้นที่เดิมของ La Reserve ยังคงถูกใช้สำหรับจัดงาน Wine Pairing Dinner ระดับโลก (เช่น Dom Pérignon Experience) แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงชื่อหรือย้ายสถานที่ไปจัดที่ Privée ในอนาคตอันใกล้ ผู้โดยสารควรตรวจสอบสถานะล่าสุดบนเรือ อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์การจับคู่ไวน์ยังคงเป็นจุดเด่นที่ไม่หายไป
Entertainment & Activities
Oceania Riviera ไม่เน้นกิจกรรมผาดโผนหรือสวนน้ำ แต่เน้นกิจกรรมที่ช่วยเติมเต็มจิตวิญญาณ (Enrichment) และความรู้
5.1 The Culinary Center (ศูนย์ศิลปะการทำอาหาร) – ดาดฟ้า 12
นี่คือ โรงเรียนสอนทำอาหารแบบลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Cooking School) แห่งแรกในทะเล ไม่ใช่แค่การสาธิต (Demo) แต่แขกจะมี Workstation ส่วนตัวพร้อมเตาอินดักชั่นและอุปกรณ์ครบชุด เรียนรู้การทำอาหารจาก Master Chef ตั้งแต่พื้นฐานการหั่น ไปจนถึงการปรุงเมนูท้องถิ่นของเมืองที่เรือแวะจอด (เช่น เรียนทำพาสต้าเมื่อเรืออยู่ใกล้อิตาลี) 32
5.2 Artist Loft (สตูดิโอศิลปะ) – ดาดฟ้า 12
ศูนย์ศิลปะที่มี Artist-in-Residence (ศิลปินพำนัก) คอยให้คำแนะนำและสอนเทคนิคต่างๆ เช่น การวาดภาพสีน้ำมัน การสเก็ตช์ภาพด้วยถ่าน หรือการถ่ายภาพและการแต่งภาพ แขกสามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของตัวเองเพื่อนำกลับบ้านเป็นที่ระลึก 35
5.3 Aquamar Spa + Vitality Center – ดาดฟ้า 14
ศูนย์สุขภาพและความงามครบวงจร ที่เปลี่ยนชื่อจาก Canyon Ranch มาเป็น Aquamar เพื่อเน้นแนวคิดสุขภาพองค์รวม (Holistic Wellness)
- Spa Terrace: ระเบียงส่วนตัวด้านหน้าเรือที่มีสระ Thalassotherapy (สระน้ำเกลือบำบัด) และจากุซซี่ เป็นพื้นที่เงียบสงบ (Sanctuary) สำหรับการผ่อนคลาย (ฟรีสำหรับ Concierge และ Suite)
- Fitness Center: ยิมขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์ทันสมัยและคลาสออกกำลังกาย เช่น โยคะ พิลาทิส
5.4 พื้นที่พักผ่อนและบันเทิง
- Library (ห้องสมุด): ตกแต่งสไตล์อังกฤษดั้งเดิมด้วยไม้สีเข้มและเก้าอี้หนังนุ่มสบาย มีหนังสือกว่า 2,000 เล่ม เงียบสงบเหมาะแก่การอ่านหนังสือ
- Pool Deck: สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยไม้สักและกระเบื้องโมเสก พร้อมเตียงอาบแดดคุณภาพดีที่ไม่ต้องแย่งกันจอง
- Lounge & Bars:
- Martinis: บาร์เปียโนที่เสิร์ฟค็อกเทลในบรรยากาศคลาสสิก
- Horizons: เลานจ์ชมวิว 270 องศาบนดาดฟ้าสูง เป็นที่สำหรับจิบน้ำชายามบ่าย (Afternoon Tea) พร้อมวงดนตรีคลาสสิกบรรเลงสด
Conclusion
Oceania Riviera คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางที่มองหา “ความละเมียดละไม” ในการใช้ชีวิต การผสมผสานระหว่างขนาดเรือที่คล่องตัว การตกแต่งใหม่ที่หรูหราทันสมัย และที่สำคัญที่สุดคือ คุณภาพอาหารที่ยากจะหาใครเทียบ ทำให้เรือลำนี้โดดเด่นเหนือคู่แข่งในระดับเดียวกัน สำหรับนักเดินทางชาวไทยที่ให้ความสำคัญกับรสชาติอาหาร ความเป็นส่วนตัว และบริการที่ใส่ใจในรายละเอียด Oceania Riviera ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่คือจุดหมายปลายทางแห่งความสุขที่แท้จริง