maxresdefault

เรือ Anthem of the Seas

Overview

จุดเด่นที่สำคัญ (Key Highlights)

1.1 วิศวกรรมทัศนียภาพ: North Star®

จุดเด่นที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดของเรือลำนี้คือ North Star® ซึ่งเป็นแคปซูลแก้วทรงกลมที่ติดตั้งอยู่บนแขนกลไฮดรอลิก (Hydraulic Arm) บริเวณดาดฟ้าเรือ นวัตกรรมนี้ได้รับการบันทึกสถิติโดย Guinness World Records ว่าเป็นดาดฟ้าชมวิวที่สูงที่สุดบนเรือสำราญ โดยสามารถยกตัวผู้โดยสารขึ้นสู่ความสูงกว่า 300 ฟุต (ประมาณ 91 เมตร) เหนือระดับน้ำทะเล 1 การออกแบบนี้ช่วยให้ผู้โดยสารได้รับทัศนียภาพ 360 องศาที่ไร้สิ่งกีดขวาง ซึ่งในทางจิตวิทยาการท่องเที่ยวถือเป็นการสร้าง “Peak Moment” หรือจุดสูงสุดของความประทับใจในการเดินทาง 1

1.2 การปฏิวัติความบันเทิงด้วยเทคโนโลยี: Two70® และ Bionic Bar

Anthem of the Seas นำเสนอพื้นที่ Two70® บริเวณท้ายเรือ ซึ่งตั้งชื่อตามมุมมอง 270 องศาผ่านผนังกระจกสูงจากพื้นจรดเพดาน (Floor-to-Ceiling Glass Walls) ในเวลากลางวันพื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็นห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ (Living Room) ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ แต่ในเวลากลางคืน เทคโนโลยี Vistarama® จะเปลี่ยนกระจกเหล่านี้ให้กลายเป็นฉากรับภาพความละเอียดสูงระดับ 12K ที่มีความกว้างกว่า 100 ฟุต ทำงานประสานกับ Roboscreens® ซึ่งเป็นจอภาพ LED จำนวน 6 จอที่ติดตั้งบนแขนกลหุ่นยนต์ สามารถเคลื่อนไหวและหมุนตัวได้อย่างอิสระ สร้างมิติใหม่ของการแสดงที่ผสานศิลปะกายกรรมเข้ากับดิจิทัลอาร์ต 1 นอกจากนี้ ยังมี Bionic Bar ซึ่งใช้แขนกลหุ่นยนต์ระดับอุตสาหกรรม 2 ตัว ทำหน้าที่เป็นบาร์เทนเดอร์ ผสมเครื่องดื่มตามคำสั่งจากแท็บเล็ต แสดงถึงการนำระบบ Automation มาใช้เพื่อสร้างความบันเทิง

1.3 พื้นที่กิจกรรมอเนกประสงค์: SeaPlex®

การวิเคราะห์โครงสร้างพื้นที่พบว่า SeaPlex® คือพื้นที่กิจกรรมในร่มที่ใหญ่ที่สุดในทะเล (Largest Indoor Active Space at Sea) การออกแบบพื้นที่นี้มีความยืดหยุ่นสูง (Versatility) สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานได้ตามช่วงเวลา จากสนามบาสเก็ตบอลขนาดมาตรฐานในช่วงเช้า กลายเป็นโรงเรียนสอนการแสดงละครสัตว์ (Trapeze School) ในช่วงบ่าย และเปลี่ยนเป็นลานรถบั๊ม (Bumper Cars) หรือลานสเก็ตโรลเลอร์ในช่วงเย็น การบริหารจัดการพื้นที่เช่นนี้ช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดของพื้นที่บนเรือและสภาพอากาศภายนอก ทำให้กิจกรรมดำเนินไปได้ในทุกสภาวะ

1.4 ประสบการณ์การบิน: RipCord® by iFLY®

Anthem of the Seas เป็นหนึ่งในเรือกลุ่มแรกที่นำเสนอประสบการณ์ดิ่งพัสุธาจำลอง (Skydiving Simulator) ผ่านเครื่อง RipCord® by iFLY® ซึ่งเป็นอุโมงค์ลมแนวตั้งที่ติดตั้งอยู่บริเวณท้ายเรือ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้โดยสารทุกวัยและทุกระดับความสามารถได้สัมผัสความรู้สึกของการลอยตัวในอากาศโดยไม่ต้องกระโดดจากเครื่องบินจริง ถือเป็นการยกระดับกิจกรรมบนเรือสำราญจากเพียงการพักผ่อนสู่การผจญภัย (Adventure Cruising) 

ข้อมูลตัวเรือ (Specification)

Anthem of the Seas เป็นผลงานวิศวกรรมชั้นเลิศจากประเทศเยอรมนี ข้อมูลทางเทคนิคสะท้อนถึงขนาดและขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารมหาศาล โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • สายการเดินเรือ (Cruise Line): Royal Caribbean International
  • ตระกูลเรือ (Class): Quantum Class
  • สัญชาติเรือ (Registry): Bahamas (บาฮามาส)
  • อู่ต่อเรือ (Builder): Meyer Werft (Papenburg, Germany)
  • ปีที่ส่งมอบ (Completed): 10 เมษายน 2015
  • การปรับปรุงล่าสุด (Refurbished): มีแผนการปรับปรุงในปี 2025
  • น้ำหนักรวม (Gross Tonnage): 168,666 GT
  • ความยาว (Length): 347.06 – 348 เมตร (1,139 – 1,141 ฟุต)
  • ความกว้าง (Beam): 41.4 เมตร (Waterline) / 49.4 เมตร (Max)
  • ระดับกินน้ำลึก (Draft): 8.50 – 8.8 เมตร
  • จำนวนดาดฟ้า (Decks): 18 ชั้น (16 ชั้นสำหรับผู้โดยสาร)
  • ความเร็วเดินทาง (Cruising Speed): 22 นอต (Knots)
  • ระบบขับเคลื่อน (Propulsion): 2 × ABB Azipod XO thrusters (20.5 MW each)
  • ความจุผู้โดยสาร (Passenger Capacity): 4,180 คน (Double Occupancy) / 4,905 คน (Max)
  • จำนวนห้องพัก (Staterooms): 2,090 – 2,091 ห้อง
  • จำนวนลูกเรือ (Crew): ประมาณ 1,300 – 1,500 คน

Accommodation

สิ่งอำนวยความสะดวกมาตรฐาน (Standard Amenities)

ในทุกห้องพักไม่ว่าจะเป็นประเภทใด ผู้เข้าพักจะได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานดังนี้:

  • เตียงนอนแบบ Royal King Bed (ขนาดกว้าง 72.5 นิ้ว x ยาว 82 นิ้ว) ซึ่งสามารถแยกออกเป็นเตียงเดี่ยว 2 เตียงได้ตามความต้องการ 12
  • ห้องน้ำส่วนตัว (Private Bathroom)
  • โต๊ะเครื่องแป้งและพื้นที่ทำงาน (Vanity Area)
  • ทีวีจอแบนระบบ Interactive (สามารถเช็คบัญชีค่าใช้จ่าย จองร้านอาหาร ดูรายการทีวี) 16
  • ตู้นิรภัย (Safe), ไดร์เป่าผม (Hairdryer), โทรศัพท์ 16
  • ช่องเสียบ USB และปลั๊กไฟ (US/European Standard)

การออกแบบห้องพักบน Anthem of the Seas มุ่งเน้นการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด (Smart Space) และความยืดหยุ่นในการพักผ่อน ห้องพักแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก โดยมีรายละเอียดขนาดและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เจาะลึกตาม Category Code ดังนี้:

Inside Staterooms (ห้องพักภายในตัวเรือ)

ห้องพักกลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เน้นทำกิจกรรมนอกห้องพัก หรือต้องการความมืดสนิทสำหรับการพักผ่อน

ห้องพักประเภทนี้ได้รับการยกระดับด้วยเทคโนโลยี Virtual Balcony ซึ่งเป็นหน้าจอ LED ความละเอียดสูงขนาด 80 นิ้ว จรดพื้นถึงเพดาน ฉายภาพทิวทัศน์ภายนอกเรือแบบ Real-time พร้อมเสียงบรรยากาศ ทำให้ผู้พักรู้สึกโปร่งโล่งเสมือนมีระเบียงจริง

  • ขนาดเฉลี่ย: 15.4 – 17.4 ตารางเมตร (166 – 187 ตารางฟุต)
  • รหัส Category Code (2025):
    • 1U, 2U, 3U, 4U: Interior with Virtual Balcony – ห้องพักมาตรฐานพร้อมระเบียงเสมือนจริง รหัสต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งบนดาดฟ้าเรือและการรองรับจำนวนผู้เข้าพัก (2-4 ท่าน)
    • 2W: Studio Interior – ห้องพักสำหรับผู้เดินทางคนเดียว (Single Occupancy) ขนาดกะทัดรัดประมาณ 9.4 ตารางเมตร (101 ตารางฟุต) ออกแบบมาเพื่อขจัดค่าธรรมเนียมพักเดี่ยว (Single Supplement) โดยใช้ทีวีจอแบนขนาดใหญ่แสดงภาพวิวแทนผนัง Virtual Balcony แบบเต็มบาน
    • CI: Connecting Interior – ห้องพักแบบเชื่อมต่อกันสำหรับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน

Oceanview Staterooms (ห้องพักวิวทะเล)

ห้องพักที่มาพร้อมหน้าต่างเพื่อให้คุณชมวิวทะเลและท้องฟ้าได้ประมาณนึง

ห้องพักที่มีหน้าต่างกระจกบานใหญ่ (Porthole หรือ Picture Window) เพื่อรับแสงธรรมชาติและชมวิวทะเล แต่ไม่สามารถเปิดออกได้ มักตั้งอยู่บนดาดฟ้าชั้นล่างหรือบริเวณหัวเรือ/ท้ายเรือ

  • ขนาดเฉลี่ย: 17.0 – 19.9 ตารางเมตร (182 – 214 ตารางฟุต)
  • รหัส Category Code (2025):
    • 1N, 2N: Ocean View – ห้องพักมาตรฐานพร้อมวิวทะเล ขนาดประมาณ 17 ตารางเมตร (182 ตารางฟุต) รองรับผู้เข้าพักได้ถึง 4 ท่าน
    • 3M, 4M: Spacious Ocean View – ห้องพักที่มีขนาดใหญ่พิเศษ ประมาณ 19.9 ตารางเมตร (214 ตารางฟุต) มักตั้งอยู่ในตำแหน่งหัวเรือหรือที่มีพื้นที่กว้างกว่าปกติ

Balcony Staterooms (ห้องพักพร้อมระเบียง)

เป็นประเภทห้องพักที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มีระเบียงส่วนตัวสำหรับรับลมทะเล

  • ขนาดเฉลี่ย:
    • พื้นที่ภายในห้อง: 16.4 – 18.4 ตารางเมตร (177 – 198 ตารางฟุต)
    • พื้นที่ระเบียง: 5.1 – 11.0 ตารางเมตร (55 – 119 ตารางฟุต)
  • สิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม: โซฟา (บางห้องเป็น Sofa Bed), โต๊ะและเก้าอี้บริเวณระเบียง
  • รหัส Category Code (2025):
    • 1D, 2D, 3D, 4D: Ocean View with Balcony – ขนาดมาตรฐาน 18.4 ตรม. พร้อมระเบียง 5-7 ตรม. รหัส D1-D8 เดิมถูกปรับเปลี่ยนเป็นระบบตัวเลขและตัวอักษรใหม่เพื่อความชัดเจน
    • 1C, 2C, 4C: Ocean View with Large Balcony – ห้องพักที่มีขนาดระเบียงใหญ่พิเศษ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการใช้เวลาภายนอก 21
    • 1E, 2E: Obstructed Ocean View Balcony – ห้องพักที่มีวิวระเบียงถูกบดบังบางส่วน (เช่น โดยเรือชูชีพหรือโครงสร้างเรือ) มักมีราคาประหยัดกว่า
    • 2F: Studio Ocean View Balcony – ห้องพักระเบียงสำหรับผู้เดินทางคนเดียว ขนาดห้อง 11 ตรม. (119 ตารางฟุต)

Suites (ห้องพักระดับพรีเมียม)

ห้องพักระดับสวีทบน Anthem of the Seas ไม่ได้เป็นเพียงห้องพักขนาดใหญ่ แต่ถูกจัดอยู่ในระบบ Royal Suite Class ซึ่งแบ่งระดับการบริการและสิทธิพิเศษออกเป็น 3 ระดับ (Tiers) ได้แก่ Sea Class, Sky Class และ Star Class เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ

  • Junior Suite (J1, J3, J4, JY): ห้องสวีทระดับเริ่มต้น ขนาดประมาณ 25-28 ตรม. ระเบียง 7.5-15 ตรม. มีพื้นที่นั่งเล่นและอ่างอาบน้ำในบางห้อง
  • Grand Suite (GS, GT): ขนาดห้องกว้างขวาง 32-50 ตรม. มีทั้งแบบ 1 ห้องนอนและ 2 ห้องนอน
  • Owner’s Suite (OS): ห้องหรูหราขนาดประมาณ 50 ตรม. พร้อมพื้นที่รับประทานอาหารแยกเป็นสัดส่วน
  • Sky Loft Suite (SL): ห้องสวีทแบบ Duplex 2 ชั้น ขนาดประมาณ 62-69 ตรม. ตั้งอยู่ชั้นบนสุดพร้อมวิวพาโนรามา
  • Grand Loft Suite (GL): ห้องสวีท 2 ชั้น ขนาดใหญ่ประมาณ 65-78 ตรม. พร้อมระเบียงกว้างพิเศษ
  • Royal Loft Suite (RL): ห้องที่หรูหราที่สุดบนเรือ ขนาดถึง 152 ตรม. พร้อมระเบียงส่วนตัวขนาด 50 ตรม. มีอ่างจากุซซี่ที่ระเบียง

สิทธิพิเศษระดับ Royal Suite Benefit ผู้เข้าพักจะได้รับบริการที่เหนือระดับ (Exclusivity) ดังนี้:

  1. Sea Class (สำหรับ Junior Suites):
    • Coastal Kitchen: สิทธิ์รับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารเอ็กซ์คลูซีฟ (ต้องจองล่วงหน้า)
    • ที่นอนและเครื่องนอนหรู: Luxury Pillow Top Mattress
    • ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ: แบรนด์หรู (เช่น L’Occitane หรือใกล้เคียง)
  2. Sky Class (สำหรับ Grand Suites, Owner’s Suites, Sky Loft Suites):
    • รวมสิทธิของ Sea Class ทั้งหมด
    • Concierge Service: บริการผู้ช่วยส่วนตัวในการจองกิจกรรมและร้านอาหาร
    • Coastal Kitchen (All Day): ทานอาหารเช้า เที่ยง และเย็นได้ที่ Coastal Kitchen
    • Complimentary VOOM: ฟรีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (1 รหัสต่อท่าน)
    • Suite Lounge Access: เข้าใช้เลานจ์พิเศษพร้อมบริการเครื่องดื่มฟรีในช่วงเย็น (Cocktail Hour)
    • Priority Boarding & Departure: ช่องทางพิเศษสำหรับการขึ้นและลงเรือ
    • Reserved Seating: ที่นั่งสำรองพิเศษในโรงละครและโซนการแสดง 
  3. Star Class (สำหรับ Royal Loft Suite, Grand Loft Suite):
    • รวมสิทธิของ Sky Class ทั้งหมด พร้อมการบริการระดับ Ultimate
    • Royal Genie: ผู้ช่วยส่วนตัวระดับสูง (Personal Butler) ที่ผ่านการอบรมจาก British Butler Institute ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง
    • Complimentary Specialty Dining: ทานอาหารในร้านอาหารพิเศษได้ทุกร้านฟรี ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
    • Complimentary Beverage Package: รวมแพ็คเกจเครื่องดื่ม Deluxe Beverage Package (รวมแอลกอฮอล์)
    • Gratuities Included: รวมค่าทิปพนักงานรายวันแล้ว 

Dining Experience

Anthem of the Seas นำเสนอทางเลือกในการรับประทานอาหารมากถึง 18 แห่ง โดยผสมผสานระหว่างร้านอาหารที่รวมในค่าโดยสาร (Complimentary) และร้านอาหารพิเศษ (Specialty Dining) ระบบการจัดการอาหารบนเรือได้พัฒนาจากระบบ Dynamic Dining มาเป็นระบบผสมผสานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

Complimentary Dining (ร้านอาหารที่รวมในค่าตั๋ว)

ผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินกับอาหารคุณภาพสูงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในห้องอาหารเหล่านี้:

  • Main Dining Rooms (MDR): ประกอบด้วยห้องอาหาร 4 แห่ง ได้แก่ Chic, The Grande, Silk, และ American Icon Grill แม้การตกแต่งจะแตกต่างกัน (Silk ตกแต่งสไตล์เอเชีย, The Grande สไตล์คลาสสิกหรูหรา) แต่ปัจจุบันให้บริการเมนูเดียวกันที่หมุนเวียนไปในแต่ละคืน เพื่อมาตรฐานการบริการที่ทั่วถึง
  • Windjammer Marketplace: บุฟเฟต์นานาชาติขนาดใหญ่บนชั้น 14 ให้บริการอาหารเช้า กลางวัน และเย็น มีซุ้มอาหารหลากหลายสัญชาติ (Global Cuisines)
  • Sorrento’s Pizza: ร้านพิซซ่าสไตล์นิวยอร์กแท้ๆ อบสดใหม่ ให้บริการฟรีจนถึงดึก
  • Café Promenade: คาเฟ่ที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมง เสิร์ฟกาแฟ ของว่าง แซนด์วิช และขนมหวาน
  • The Café @ Two70: ร้านอาหารสไตล์ Grab & Go คุณภาพพรีเมียม ตั้งอยู่ในโซน Two70 เสิร์ฟซุป สลัด และแซนด์วิชร้อน (Panini) พร้อมชมวิวทะเล 270 องศา
  • SeaPlex® Dog House: รถขายฮอทดอก (Food Truck) ในร่มแห่งแรกในทะเล ตั้งอยู่ใน SeaPlex เสิร์ฟไส้กรอกกูร์เมต์หลากหลายชนิด
  • Coastal Kitchen: ร้านอาหารฟิวชั่นเมดิเตอร์เรเนียน-แคลิฟอร์เนีย ที่สงวนสิทธิ์เฉพาะแขก Suite Class และสมาชิก Pinnacle Club เท่านั้น ให้บริการอาหารเพื่อสุขภาพและไวน์ชั้นเลิศ

Specialty Dining (ร้านอาหารพิเศษ – มีค่าใช้จ่าย)

เพื่อประสบการณ์ที่เหนือระดับ ผู้โดยสารสามารถเลือกใช้บริการร้านอาหารพิเศษเหล่านี้ (แนะนำให้จองล่วงหน้า):

  • Jamie’s Italian by Jamie Oliver: ร้านอาหารอิตาเลียนโดยเชฟชื่อดัง Jamie Oliver เน้นเส้นพาสต้าทำสด (Homemade Pasta) และวัตถุดิบตามฤดูกาล เมนูแนะนำคือ “Planks” ถาดเรียกน้ำย่อยรวมมิตร
  • Chops Grille℠: สเต็กเฮาส์สไตล์อเมริกันคลาสสิก เสิร์ฟเนื้อ Dry-aged เกรดพรีเมียมและอาหารทะเลสดใหม่
  • Izumi Japanese Cuisine: ร้านอาหารญี่ปุ่น ให้บริการซูชิ ซาชิมิ และประสบการณ์รับประทานอาหารที่โต๊ะร้อน (Teppanyaki) ที่เชฟจะปรุงอาหารต่อหน้า
  • Wonderland: ร้านอาหารแนว Imaginative Cuisine ที่นำเสนออาหารในรูปแบบแฟนตาซี โดยแบ่งเมนูตามธาตุ (Sun, Ice, Fire, Water, Earth, Dreams) เป็นประสบการณ์ทางศิลปะบนจานอาหาร
  • Chef’s Table: ประสบการณ์ดินเนอร์ส่วนตัวระดับ 5 คอร์ส พร้อมไวน์แพริ่ง ดูแลโดยเชฟใหญ่ของเรือ (Executive Chef)
  • Brass & Bock Pub: (เดิมคือ Michael’s Genuine Pub) ผับสไตล์อังกฤษ ให้บริการเบียร์สดหลากหลายชนิดและอาหารว่างสไตล์ Gastropub
  • La Patisserie: ร้านขนมหวานและกาแฟสไตล์ฝรั่งเศส (มีบริการกาแฟ Starbucks) 

Entertainment & Activities

Active Zones (โซนกิจกรรมและกีฬา)

  • SeaPlex®: หัวใจของกิจกรรมในร่ม เป็นลานอเนกประสงค์ที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดวัน รองรับรถบั๊ม (Bumper Cars), โรลเลอร์สเก็ต, บาสเก็ตบอล และโรงเรียนสอนกายกรรม (Trapeze School) ชั้นลอยยังมีโซนเล่นเกม Xbox และปิงปอง
  • RipCord® by iFLY®: เครื่องจำลองการดิ่งพัสุธาที่ให้ผู้โดยสารสัมผัสประสบการณ์ลอยตัวในอากาศ (แนะนำให้จองทันทีที่ขึ้นเรือ เนื่องจากคิวเต็มเร็วมาก)
  • FlowRider®: เครื่องจำลองการโต้คลื่นขนาดยาว 40 ฟุต ยอดนิยมสำหรับวัยรุ่นและผู้ที่ชื่นชอบความท้าทาย
  • Rock Climbing Wall: หน้าผาจำลองสูง 40 ฟุต ตั้งอยู่ท้ายเรือ พร้อมอุปกรณ์ความปลอดภัยมาตรฐานสากล

5.2 Entertainment & Nightlife (ความบันเทิงยามค่ำคืน)

  • Royal Theater: โรงละครหลักความจุสูง จัดแสดงโชว์ระดับบรอดเวย์เต็มรูปแบบ เช่น ละครเพลง “We Will Rock You” จากบทเพลงของวง Queen
  • Two70®: สถานที่แสดงโชว์มัลติมีเดียที่ล้ำสมัยที่สุด ผสานการแสดงกายกรรมเข้ากับหุ่นยนต์จอภาพ (Roboscreens) และการฉายภาพ Vistarama
  • Music Hall: สถานที่ฟังดนตรีสดขนาดใหญ่ 2 ชั้น ตกแต่งในธีม Rock & Roll รองรับปาร์ตี้ คอนเสิร์ตวงดนตรีสด และคาราโอเกะ
  • Bionic Bar: บาร์หุ่นยนต์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยการชงเครื่องดื่มโดยแขนกล

5.3 Wellness & Relaxation (สุขภาพและการพักผ่อน)

  • Solarium: พื้นที่พักผ่อนส่วนหน้าเรือที่มีหลังคากระจกคลุม ควบคุมอุณหภูมิ มีสระน้ำตกและอ่างจากุซซี่ เป็นโซน Adults-only (16+) ให้ความเงียบสงบและผ่อนคลาย
  • Vitality℠ at Sea Spa & Fitness Center: ศูนย์ออกกำลังกายขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์ทันสมัย และสปาครบวงจรที่มีบริการนวด ทรีตเมนต์ และเสริมสวย (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)
  • Pool Deck: ดาดฟ้าสระว่ายน้ำหลัก ประกอบด้วยสระกลางแจ้งและสระในร่มที่มีหลังคาเปิด-ปิดได้ (Retractable Roof) ทำให้สามารถว่ายน้ำได้ในทุกสภาพอากาศ

5.4 Kids & Family (เด็กและครอบครัว)

  • Adventure Ocean®: คลับสำหรับเด็กที่ได้รับรางวัล แบ่งโซนตามช่วงอายุ (Aquanauts 3-5 ปี, Explorers 6-8 ปี, Voyagers 9-11 ปี) ดูแลโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ
  • The Living Room (Teen Club): พื้นที่ส่วนตัวสำหรับวัยรุ่น (12-17 ปี) ในการพบปะเพื่อนใหม่ เล่นเกม และปาร์ตี้โดยไม่มีผู้ปกครองรบกวน
  • H2O Zone℠ Water Park: สวนน้ำสำหรับเด็กเล็ก มีรูปปั้นสีสันสดใสและปืนฉีดน้ำ

Summary

Anthem of the Seas คือบทพิสูจน์ของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์การล่องเรือ การผสมผสานระหว่างนวัตกรรม (North Star, iFLY) กับความสะดวกสบาย (Virtual Balcony, Royal Suite Class) ทำให้เรือลำนี้มีความครบเครื่องที่สุดลำหนึ่งในน่านน้ำ สำหรับปี 2025-2026 การย้ายฐานปฏิบัติการมายังเอเชียและออสเตรเลียจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ได้สัมผัสมาตรฐานเรือระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและผู้ที่มองหากิจกรรมแปลกใหม่ที่ไม่สามารถหาได้จากรีสอร์ทบนบก

Scroll to Top